Timeline

เจอฉันเมื่อเป็นผี

เวลาผ่านไปเกือบเดือน มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นหลายราย ชาวบ้านแทบจะลืมเหตุการณ์สยองขวัญนั้นไปเกือบหมด แต่ดิฉันยังจำได้ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นชื่อนายชิต บ้านอยู่แถวตลาดใกล้ๆ กันกับตาอั้น-เด็กน้อยที่ต้องมาตายก่อนวัยอันสมควร

ดิฉัน ยังออกไปนั่งเล่นกับหลานชายที่ระเบียงบ้านเสมอ ไม่ทราบมีอะไรมาดลใจให้นึกถึงนายชิตกับตาอั้นผู้ล่วงลับไปแล้ว วันเกิดเหตุ กำลังนั่งคุยกันเพลินๆ เสียงมอเตอร์ไซค์พลันดังกระหึ่มมาจากก้นซอย…

ดิฉัน หันไปมองก็เห็นเสื้อกั๊กสีเขียวของรถรับจ้าง แต่เมื่อหันไปทางขวาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งออกมาจากซอยเล็กเร็วจี๋…

คุณพระช่วย! ภาพสโลว์โมชั่นแสนสยองอุบัติขึ้นมาอีกแล้วค่ะ!

มอเตอร์ไซค์คันนั้น…นรกเป็นพยาน! คนขับคือนายชิต…ส่วนเด็กชายก็คือตาอั้น! ทั้งสองคล้ายจะนัดพบกันตรงจุดเดิม

มอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างแล่นกระหึ่ม ส่วนมากมักจะระมัดระวังอันตรายกันพอสมควร…เสียแต่ไม่ค่อยชอบสวมหมวกนิรภัยกันเสียเลย!

ขนาดออกถนนใหญ่ยังไม่สวมเลยค่ะ เห็นแล้ว เสียวไส้แทน ตำรวจก็ไม่สนใจจับกุม หรือว่ากล่าว ตักเตือนหรอก รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายเหลือเกิน ถ้าสวม หมวกกันน็อกจะช่วยได้มากเชียว

เพราะเหตุนี้เอง เรื่องสยองขวัญจึงอุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตาดิฉันเอง!

วันเกิดเหตุเป็นบ่ายวันอาทิตย์ ดิฉันไปนั่งที่ม้ายาวริมระเบียงกับหลานชาย มองดูรถรา และผู้คนที่เดินเข้าออกไม่ขาดระยะ ร้านเสริมสวยมีลูกค้าหนาตาเป็นพิเศษ เพราะมาสระผม ไดร์ผมสำหรับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น

เสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มจนไม่น่าใส่ใจ แต่แล้วคล้ายมีลางสังหรณ์บางอย่าง ทำให้ดิฉันหันไปมองทางก้นซอยโดยไม่ได้ตั้งใจ

รถเครื่องสีแดงเลือดนกกำลังแล่นลิ่วออกมา คนขับไม่ได้สวมหมวกนิรภัยตามเคย! เสื้อวินสีเขียวทำให้รู้ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…มีการเคลื่อนไหวทางขวา มือ ดิฉันหันขวับไปมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัวบัดดล

เด็กชายวัยสิบขวบกำลังวิ่งออกมาจากซอยเล็กพอดี!

ตาอั้น…แม่ของแกกำลังรอคิวทำผมอยู่ในร้าน…มอเตอร์ไซค์กับเด็กชายกำลังจะ พบกันตรงหัวมุมตึกแถว แต่ต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นกันหรอกค่ะ…เหมือนภาพ สโลว์โมชั่นน่าสยดสยองสิ้นดี

รถสีแดงพุ่งเข้าชนเด็กชายเสียงโครม!

ฝั่งข้ามเป็นตึกแถวเรียงราย มีซอยคั่นทุกหลังขนาดรถแล่นเข้าได้ก็มี เป็นทางเดินแคบๆ ก็มี ตึกแถวมีทั้งเรียงรายราว 5-6 ห้อง กับมีแค่ 2 ห้องที่ทะลุถึงกัน แต่ทุกวันนี้เป็นตึกร้างไปแล้ว

มองจากระเบียงบ้าน ดิฉันไป คือตึกแถว 5 ห้องที่เปิดเป็นร้านอาหาร ร้านขายของชำ อีก 2 ห้องริมซอยเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัย มีรถราขวักไขว่ตอนกลางวัน ผู้คนก็เดินเข้าออกหนาตา บางคนเงยขึ้นมาร้องทักทาย บางคนดิฉันก็ทักลงไป ล้วนแต่คุ้นๆ หน้ากันทั้งนั้นค่ะ

ทั้งรถทั้งคนกระเด็นลงไปกลิ้งบนถนน ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนเข้าไปถึงหัวใจ ผู้คนวิ่งถลาออกมามุงดู ดิฉันเองก็ลุกพรวดพราดขึ้นไปเกาะลูกกรงระเบียงมอง ลงไป เห็นแต่หัวดำๆ กับเสียงพูดเซ็งแซ่…เลือดแดงฉานไหลนองอยู่บนพื้นถนนจนดิฉันรู้สึกปวดมวนใน ช่องท้อง ภาพต่างๆ พร่าเลือนไปชั่วขณะ

ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันไม่เคยเห็นภาพสุดสยองแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

ทรุดร่างลงนั่งแปะตามเดิม เสียงหลานชายซักถามอะไรดังแว่วๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรง แทบกระทบโพรงอก มือเท้าเย็นชืดไปหมด…ได้ข่าวว่าเด็กชายสลบคาที่ คนขับมอเตอร์ไซค์ศีรษะแตก ดูเหมือนแหลกยับเยิน เพราะไม่ได้สวมหมวกนิรภัย

ไปตายที่โรงพยาบาลทั้งคู่เลยค่ะ!

ดิฉันได้ยินเสียงโครมสนั่น ร่างตาอั้นกระเด็นไปพร้อมๆ กับรถนายชิตล้มคว่ำ ดิฉันลุกพรวดพราดขึ้นไปคุกเข่าเกาะลูกกรงระเบียง จ้องมองด้วยหัวใจเต้นระทึกแทบจะแตกสลายไป

ไม่มีเสียงหวีดร้อง…ไม่มีใครมามุงดูเหมือนคราวนั้น! รถราและผู้คนยังขวักไขว่ไปมาตามปกติ ดิฉันขยี้ตาแล้วจ้องมองอีกครั้งก็ไม่เห็นภาพสยองอะไรเลย ชั่วขณะหนึ่ง ดิฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นจนตาฝาดไปเองแน่ๆ

หรือไม่ก็พลัดหลงเข้าไปในแดนสนธยาไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็เล่นเอาขนหัวลุกไปเลยค่ะ!

ผีทำนายไพ่บาคาร่า

นี่มันเกิดบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นมาบาคาร่าบนมือถือ? ผมหันไปเห็นกล่องผ้าดำนั่นเลยเอื้อมมือไปหยิบมาเปิดออกดู ข้างในเป็นกล่องกระดาษ มีไข่เป็ดหนึ่งฟอง ดูๆ แล้วก็ไม่เห็นจะน่ามีพิษสงอะไร

ตัดสินใจไปลองสตาร์ตรถดูใหม่ อ๊ะ…คราวนี้ติดปร๋อ แต่ปัญหาคาใจยังไม่หายเลยตีรถกลับไปบริเวณที่รกร้างซึ่งผมรับตาลุงหน้าตาดุ ดันนั่นขึ้นมา…จอดรถแล้วใช้ผ้าดำห่อกล่องใส่ไข่ไว้ตามเดิม เดินสวบๆ ไปถึงต้นไม้ร่มครึ้ม ขยะเกลื่อน ก่อนจะวางห่อไข่นั่นไว้แล้วหันหลังกลับทันที

สงสัยจะเป็นไข่ไสยศาสตร์ของหมอแขกเรืองอาคม ลืมที่ไหนไม่ลืม ดันมาลืมทิ้งไว้ในรถผมเฉยเลย แต่ก็ทำให้ผมขนหัวลุกละครับ! บรื๋ออออ.

เรื่องราวสยดสยอง น่าขนลุกขนพองต่างๆ นานาที่ผมเคยดูหนัง อ่านหนังสือ รวมทั้งที่เขาเล่าให้ฟัง รับรองว่าไม่ได้กระผีกของเรื่องแปลกประหลาดที่ผมเคยพบเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพราะมันแสนมหัศจรรย์ รวมทั้งทำให้ขนพองสยองเกล้าอีกต่างหาก!

ผมเป็นคนขับแท็กซี่อาชีพครับ

โถ…อย่าไปพูดถึงมีรถเป็นของตัวเองให้ช้ำใจดีกว่า วันๆ ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมงก็เพื่อหาเงินไปประเคนให้ เถ้าแก่กับค่าแก๊ส วันไหนเหลือ 400-500 บาทก็ถือว่าโชคดีแล้ว

เส้นทางที่ถนัดถนี่ก็ต้องเจริญกรุง เยาวราช พระรามสี่ อย่างดีก็สุขุมวิทต้นๆ เพราะบ้านพักอยู่แถวหัวลำโพง ผมขับกะค่ำราว 4-5 โมงเย็น ตีรวดไปตี 2 ตี 3 เลยครับ

หัวค่ำวันเกิดเหตุผมรับบาคาร่าอาซิ้มมาจากสวนกวางตุ้ง จุดหมายคือปากซอยนานาใต้ฝั่งพระรามสี่…พออาซิ้มลงปุ๊บ ผมออกรถได้ไม่นาน คุณลุงวัยห้าสิบเศษ ผิวคล้ำ หน้าตาดุเอาการ แถมไว้หนวดเฟิ้ม นุ่งโสร่งสวมเสื้อดำแบะอกเห็นเสื้อยืดสีคล้ำก็โบกให้จอด เปิดประตูรถขึ้นมาได้บอกสั้นๆ

“ไปคลองเตย แถวคลองไผ่สิงโต” เสียงแกดุดันพิลึก “เหยียบเลยโว้ยไอ้น้อง!”

จำได้ว่าตอนนั้นค่ำวันอาทิตย์ รถราไม่ถึงกับคับคั่งนัก…ชำเลืองดูกระจกหลังเห็นแกนั่งชิดซ้าย วางกล่องผูกผ้าดำไว้บนเบาะด้านขวา หน้าตาท่าทางไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยใดๆ ทั้งสิ้น

อ้อ! ลืมบอกไปว่าผมรับแกมาจากริมทางเปลี่ยวรกร้าง มีห้องแถวโย้เย้จวนพัง ศาลเจ้าเก่าแก่ใกล้สิ้นสภาพ ขยะเกลื่อนกลาดไปหมด ทั้งที่เป็นย่านเจริญแท้ๆ ท่าทางบอกว่าคงจะโดนไล่ที่หรือเวนคืนอะไรประมาณนี้แหละครับ

ไม่ช้าก็ผ่านคลองเตย ด้านซ้ายเป็นถนนใหญ่โอ่อ่า แหม…ไหนจะเป็นที่ตั้งบริษัทหลักทรัพย์กับศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์…ผมผ่านคลองเตยที่มีรถหนาตาหน่อย ตาลุงที่คงเป็นมุสลิมหันขวับไปมองทางซ้ายแล้วร้องเอะอะ…จอดๆ โว้ย!

ท่าทางเหมือนแกเจอคนรู้จักหรือจุดหมายก็ไม่ทราบ ผมรีบเบรกรถเกือบพร้อมๆ กับที่แกส่งใบละร้อยให้แล้วพูดเร็วปรื๋อ…ไม่ต้องทอนว่ะ! ก่อนจะผลักประตูผลุนผลันลงไป

ผมหาทางกลับรถแล้วตีกลับทางเก่าอันคุ้นเคย…ก่อนจะถึงจุดที่รับแกขึ้นมาก็ บังเอิญเหลือบดูทางกระจกหลัง…อ้าว? อารามรีบร้อนทำให้ตาลุงลืมกล่องผ้าดำไว้บนรถผมเฉยเลย!

แทบจะฉับพลันทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ก็สำลักแพร่ดๆ เบนหัวไปจอดสนิท…อะไรกันวะ? ผมคำราม ลองสตาร์ตเครื่องใหม่อีก 2-3 ครั้งก็ไร้ผล เล่นเอาหัวเสียผลักประตูออกมาเตะข้างรถระบายอารมณ์

รถคันอื่นๆ วิ่งแซงไปไม่แยแส ผมเองก็งูๆ ปลาๆ เต็มทีเรื่องเครื่องยนต์ พอดีมีแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดข้างหน้าแล้วลงมาถามไถ่ ผมก็บอกไปตามตรงว่าขับมาดีๆ เสือกเครื่องพังซะงั้น!

หมอนั่นอายุรุ่นพี่นิดหน่อย รูปร่างล่ำสันบึกบึนจัดการเปิดท้ายรถ หยิบเชือกเส้นใหญ่มาโยงรถผมแล้วขึ้นไป สตาร์ตรถ ผมเองก็ขึ้นนั่งประจำที่…เสียงเครื่องยนต์คันหน้าดังกระหึ่ม…

นรกเป็นพยาน! จู่ๆ ไฟท้ายรถนั่นก็ลุกพึ่บขึ้นดื้อๆ

ผมด่าขรม เราเผ่นจากรถลงมาพร้อมๆ กัน ผมคว้าถังดับเพลิงที่ติดรถมาช่วยฉีดไฟอยู่ครู่หนึ่ง…เชือกขาดร่องแร่ง คนมีน้ำใจหน้าขาวซีดก่อนจะเผ่นขึ้นรถแล้วตะบึงไปชนิดไม่เหลียวหลัง!

บ้าชะมัด! ไม่รู้ว่าเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้น? จนกระทั่งตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งแถวนั้นมาถามไถ่อย่างมีน้ำใจ ผมก็เล่าแต่ว่ารถเสีย เขาจัดการล่ามเชือกแล้วสตาร์ตเครื่อง! คุณพระช่วย…

อะไรกันนั่น…เขาหันขวับมามองรถผม อ้าปากค้าง นัยน์ตาเหลือกลาน แผดร้องโหวกโหวยเหมือนเห็นอะไรน่าเกลียดน่ากลัวสุดขีด ก่อนจะตะบึงรถไม่คิดชีวิตจนเชือกหลุด…หายลับไปกับแสงไฟยามราตรีอีกราย

คราวนี้ผมเข่าอ่อน เปิดประตูนั่งแหมะอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

รถเสีย ไฟไหม้ ตุ๊กตุ๊ก หันมาเห็นอะไรหน้ารถผมแล้วร้องจ้าสุดเสียง!

 

วิธีสู้ผีพนันออนไลน์

เวลาออกไปสอนหนังสือก็มีแต่กุญแจเฝ้าบ้าน โชคดีที่ฝากฝังเพื่อนบ้านช่วยดูแลให้ แม้ว่าเราจะไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ตามแต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องสยดสยองขึ้นในตอนกลางดึกนั่นเอง!

คืน แรกดิฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย รู้สึกกึ่งฝัน กึ่งจริงว่าได้ยินเสียงใครปล้ำกันอึกอัก หอบหายใจแรง ห้องนอนสะท้านสะเทือนนิดๆ แต่แล้วสรรพสิ่งก็ค่อยจางหายไป…อาจเป็นเพราะความง่วงงุนที่ทำให้ฝืนความ รู้สึกไม่ไหวก็เป็นได้…แต่พอรุ่งเช้าถึงได้พบกับสาเหตุแท้จริง!นั่น คือพิสมัยนอนคว่ำหน้าสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง เล่นเอาดิฉันตกใจ วิ่งไปเขย่าตัวแรงๆ จนเธอพลิกหน้ามา…คุณพระช่วย! หน้าตาแดงช้ำราวกับถูกทุบตีทารุณ เสื้อแสงก็ขาดกระเจิงจนเห็นก้อนเนื้อขาวๆ บางส่วน พิสมัยร้องร่ำอีกครั้งก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมร่าง ร้องไห้โฮ…

ดิฉันสับสนไปหมด ใจเต้นแรง ถามซ้ำๆ ซากๆ ว่า…เธอเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?ในที่สุด เพื่อนสาวก็เช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วหลุดปากว่า…ไอ้ผีนรกมันมาข่มขืนฉันน่ะซี!ส่วนดิฉันเป็นคนปทุมธานีนี่เอง รูปร่างหน้าตาพื้นๆ แต่เราก็รักใคร่กันมากที่สุด ตอนเช้าก็ขึ้นรถศิริมิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกันแถวบางซ่อน ตอนเย็นก็กลับมาหาอาหารกินก่อนเข้าห้องพัก ส่วนมากจะหนีไม่พ้นจากหน้าโรงหนังบางกระบือเธียเตอร์

พวกวัยรุ่นชอบเรียกกันอย่างคะนองปากว่า”คาสิโนออนไลน์เฉลิมบือ”เรานอนในห้องชั้นล่างซึ่งค่อนข้างกว้างและติดกับห้องน้ำ ฉันนอนเตียงเล็กๆ ข้างฝาถัดไปด้านในเป็นเตียงพิสมัย สมัยนั้นราวสองทุ่มเศษก็ดูเงียบเชียบไปเกือบ หมดแล้ว มีแสงไฟฟ้าข้างทางส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงสลัวๆ เท่านั้น

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกันเพราะกลัวทั้งผีทั้งคน!เรื่องผีพอจะอุ่นใจที่แม่ให้ยันต์หลวงพ่อศรีเทพจากวัดเทพนารีบางพลัดมาคุ้ม ครองgclub แต่เรื่องคนต้องคอยระวังตัวเอาเอง เพราะซอยองครักษ์ตอนนั้นยังมีบ้านเรือนไม่กี่สิบหลัง สุดซอยเป็นสวนลึกที่ได้ข่าวว่ามีพวกติดยามาซ่องสุมสูบเฮโรอีน หรือเรียกว่า”ไอระเหย” ตั้งฉายาว่า”สิงห์แค็ป”

ฉันอ้าปากค้าง พิสมัยก็พยุงกายขึ้นมาเสยผม นัยน์ตาแดงช้ำ เล่าว่า…ขณะที่เธอหลับสนิทก็ต้องตกใจตื่นเมื่อมีร่างดำทะมึน เหม็นสาบเหม็นสางกำลังโถมเข้ากอดรัดปลุกปล้ำ ทั้งจูบไปทั่วหน้าและทรวงอก คลึงคลำขยำขยี้ไม่ปรานี ปราศรัยจนเธอหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดแทบขาดใจ

เดนนรกตนนั้นยิ่งหอบหายใจหนักหน่วง คำรามฮึ่มฮั่ม อย่างสะใจ มือหยาบหนาอุดปากไว้ อีกข้างหนึ่งฉีกกระชากผ้าผ่อนจนเธอแทบจะเหลือแต่ตัวล้อนจ้อน ลมหายใจเหม็นๆ พลุ่งเข้าใส่ ร่างอุบาทว์เบียดเสียด ยัดเยียดความเป็นผัวให้จนเธอสิ้นสติไป

ฉันประคองเธอไปอาบน้ำชำระกาย พิสมัยนิ่วหน้า บ่นพร่ำแต่ว่าอยากจะฆ่าตัวตายให้พ้นทุกข์ ฉันก็ปลอบโยนไปตามเรื่อง แต่พิสมัยน้ำตาร่วงพรูเมื่อหลุดปากว่า…มันบอกคืนนี้จะมาหาอีก!

“ถ้างั้นก็ต้องเจอดี ไอ้ผีนรก!” ฉันคำรามอย่างลืมตัว

นรกเป็นพยาน! ห้องเราไหวเอี๊ยด กลิ่นเหม็นสาบสางแผ่ซ่าน พิสมัยใช้ฟันกัดขอบผ้าห่มแน่น เบิกตาโพลง…ฉันเพิ่งเห็นร่างกำยำดำทะมึน สูงตระหง่านผิดมนุษย์กำลังย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ยอมรับว่าใจระทึก ปากคอแห้งผาก ควานมือสั่นๆ ไปใต้หมอนจนพบกับgclubผ้ายันต์หลวงพ่อศรีเทพ

เกือบพร้อมๆ กับที่มันโถมเข้าใส่พิสมัย เสียงเธอร้องกรี๊ด ฉันก็โดดผึง กางผ้ายันต์ลงอักขระตะปบเข้าที่แผ่นหลังมันทันที ร่างนั้นผวาเยือก กระตุกเร่าๆ เหมือนโดนจี้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง

ยันต์วิเศษของหลวงพ่อศรีเทพไงคะ! แม่บอกว่าท่านขลังทางเมตตามหานิยม ทำมาหากินเจริญดี มีแต่คน รักใคร่…กับมีอิทธิฤทธิ์เหนือภูตผีปีศาจบาคาร่าทั้งหลายอีกด้วย!

วันนั้น เราโทรศัพท์ไปลางานทั้งคู่ ดิฉันไปหาซื้ออาหารมาแบ่งปันกันกิน ชวนเพื่อนพูดคุยเรื่องสนุกๆ ให้เพลิดเพลิน จะได้ไม่หมกมุ่นกับราตรีสยองขวัญที่กำลังจะใกล้เข้ามาทุกที

“คิดแล้ว ก็แปลกนะ” ฉันพูดขำๆ”ไอ้เราอุตส่าห์นอนใกล้ประตูแท้ๆ หน็อย! ไอ้ผีตาเซ่อดันมองไม่เห็นคนสวยซะงั้นแหละ ดีล่ะ! คืนนี้ต้องสั่งสอนมันซะหน่อย”

เลยค่ำไปนานแล้ว…เราดับไฟเข้านอนตาม ปกติ ฉันตระเตรียมยันต์วิเศษไว้ใต้หมอน…ถ้าไอ้เดนนรกบ้ากามบุกบั่นมาด้วยความ ย่ามใจ หมายจะตักตวงรสสวาทดูดดื่มให้หนำใจจากเพื่อนฉันอีก สาบานได้ว่าฉันจะตะเพิดมันกลับลงขุมนรกตามเดิมแน่นอน!

“อ๊ากซ์!! โอ๊ยยย…” มันพลิกหน้ามาเห็นนัยน์ตาแดงจ้า แต่แล้วก็ต้องสั่นเทิ้มไปทั้งตัว…พิสมัยร้องกรี๊ดๆ ไม่ขาดเสียง จนร่างปีศาจนรกเลือนรางจางหาย…เราโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮเลยค่ะ!

ผีหลอกหลอนเมื่อเล่นบาคาร่า

คืนนั้นดึกแล้ว พี่เดือนอ่อนแรงลงทุกทีบาคาร่า นอนหลับๆ ตื่นๆ และมักร้องครางด้วยความเจ็บปวด ดิฉันรู้ดีว่าเธอทำใจได้แล้ว ยินดีต้อนรับความตายอย่างหน้าชื่น…แต่ร่างกายของเธอล่ะ มันจะยินยอมพร้อมใจด้วยหรือเปล่าหนอ?

แว่วเสียงคราง ดิฉันรีบลุกไปยืนข้างเตียงคนไข้ทันที เปิดไฟสว่างขึ้น ร้องเรียกชื่อเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นพี่เดือนกระสับกระส่าย ดิ้นรน…แม้จิตใจจะยินยอม แต่ร่างกายยังต่อสู้กับความตายตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต หวงแหนลมหายใจของตนจนถึงวาระสุดท้ายดิฉันกดกริ่งเรียกพยาบาล ร้องร่ำเรียกชื่อพี่เดือนซ้ำๆ กัน เห็นหน้าเธอขาวซีดเหมือนสีผึ้ง หอบหายใจลึกๆ สั้นๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับอาการกระตุกที่ไหล่ทั้งสอง…ขณะที่พยาบาลสองคนผลุนผลันเข้ามา

มนุษย์ทุกคนย่อมจะไม่มีใครหนีพ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตายไปได้เด็ดขาด แต่ที่น่าสยดสยองก็คือความตาย-เวลาอันสุดโหดของมนุษย์เราทุกคน “โชคดีที่ตายก่อน” คือสัจจธรรมค่ะ

เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องตายแน่ๆ แล้ว ใครบาคาร่าตายเร็วก็ทรมานน้อย แต่ถ้าใครต้องรอแล้วรออีก กระสับกระส่าย ดิ้นรน ครวญคราง…หรือแม้ว่าจะพูดได้ แต่อาการสั่นกระตุก เกร็ง นัยน์ตาเหลือกลาน ก่อนจะวางวาย มีประกายชีวิตเหลืออยู่น้อยนิดเต็มทีแล้ว

ขอยืนยันว่าคนเราก่อนตายนั้น น่าสยดสยองยิ่งกว่าตายแล้วด้วยซ้ำไป!

บ้านเดิมดิฉันอยู่ชนบท เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าคนดุ ดงนักเลง มีการตีรันฟันแทงกันเป็นประจำ มือปืนขวักไขว่ ฆ่าแกงกันไป-มา ล้างแค้นกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

คนที่โดนยิงโดนแทงตายคาที่ หรือไปตายโรงพยาบาลมีหลายราย แต่คนที่เพิ่งโดนอาวุธเจ็บสาหัสใกล้ตาย แต่กระเสือกระสนดิ้นรนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านและญาติมิตรที่ตระหนกตกใจจนทำอะไร ไม่ถูก…ดิฉันคิดว่าโดนผีหลอกคงไม่น่ากลัวขนาดนี้หรอกค่ะ

ในชีวิตเคยเห็นคนดิ้นรนก่อนตายไปต่อหน้าถึงสามรายแล้ว!

น้าช้วนโดนคู่อริแทงลิ้นปี่ที่ร้านชำข้างบ้านบาคาร่า มือมีดขึ้นรถหนีไปแล้ว พวกเราได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็วิ่งมาดู ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กันจนทำอะไรไม่ถูกแม้แต่คนเดียว

คนเจ็บนอนดิ้นรนอยู่บนพื้นซีเมนต์หน้าร้าน เลือดเปรอะเต็มอก นัยน์ตาลอยคว้างคล้ายจะไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อกระตุกทำให้เกิดอาการดิ้นรนก่อนตาย…ประกายตาดับวูบ แววตาหมองลงทันใด

เมื่อญาติๆ น้าช้วนมาถึงบาคาร่าออนไลน์ จะช่วยกันอุ้มส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ดวงตาของแกก็เลื่อน ลอยขุ่นมัวราวมีเมฆหมอกสีเทามาปกคลุม น้าชวนหยุดดิ้น…วิญญาณล่องลอยไป

มีเสียงร่ำลือว่าผีน้าช้วนดุนัก แต่ดิฉันไม่เคยเห็นเลย สักครั้ง!

ต่อมาลุงโหมดโดนยิงมาจากดงตาล แกกระเซอะกระเซิงมาจนถึงบ้าน เห็นหน้าขาวซีด หอบฮั่กๆ พี่กิ่งแก้วเป็นพยาบาลสถานีอนามัยออกเวรมาพอดี บอกว่าเสียเลือดมากจนความดันตก หัวใจเต้นเร็วขึ้นเพื่อชดเชยเลือดที่ลดตัวในการบีบของหัวใจแต่ละครั้ง

ในที่สุดร่างกายก็ปรับตัวไม่ได้ ลุงโหมดหายใจหอบๆ แผ่วลงทุกที แต่แล้วกลับดิ้นรนเหมือนชักกระตุก พี่กิ่งแก้วบอกว่าหัวใจไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงแล้ว…สิ้นเสียง ลุงโหมดก็สิ้นลมหายใจ

รายสุดท้ายคือพี่เดือน-ลูกผู้พี่ของดิฉันเอง!

พี่เดือนรับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นที่พึ่งของน้องๆ ที่มาเรียนหนังสือ เธอครองโสดจน 47 ปีก็เป็นมะเร็งตับระยะที่ 4 รักษาตัวได้ไม่กี่เดือนก็รู้ว่าใกล้จะถึงวาระสุดท้ายแล้ว

ดิฉันแอบร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน พี่เดือนมีบาคาร่าบุญคุณเหมือนแม่คนที่สอง ถ้าไม่ใช่เพราะความเมตตาของเธอทั้งให้ที่อยู่ ทั้งช่วยเหลือเรื่องเงินเมื่อทางบ้านส่งมาไม่ทัน รวมทั้งการแนะนำสั่งสอนต่างๆ ดิฉันคงไม่ได้มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จนจบมหาวิทยาลัยแน่นอน

ประมาณสองอาทิตย์สุดท้าย ดิฉันลางานไปเฝ้าพี่เดือนทั้งวันทั้งคืนเพื่อทดแทนบุญคุณของเธอ…แม้ว่าเรา จะไม่ได้ปริปากเรื่องนี้ต่อกันเลย แววตาพี่เดือนที่มองมาก็บอกว่าเธอรู้ดี และขอบอกขอบใจอย่างลึกซึ้ง

“อย่าคิดมากไปเลยลิน…ความตายคือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือเริ่มไปเกิดใหม่ แต่เกิดเป็นอะไรยังไม่รู้นะ”

พี่เดือนเคยบอกยิ้มๆ ดิฉันแสบร้อนนัยน์ตา นึกภาวนาให้เธอจากไปอย่างสงบด้วยเถิด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้อดสยองล่วงหน้าไม่ได้หรอกค่ะ…จนกระทั่ง วาระสุดท้ายมาถึง!

 

 

ผีพนันบาคาร่าออนไลน์

ไม่ต้องบอกก็รู้ทั้งนั้นแหละค่ะ ว่าไม่มีใครอยากให้มีคนเจ็บคนตายแม้แต่คนเดียว หรือไม่อยากเห็นมีอุบัติเหตุสยดสยองเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าตอนสงกรานต์หรือไม่สงกรานต์

ดิฉันมีเรื่องขนหัวลุกเรื่องสงกรานต์ปีที่แล้วมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ลุง บุญเรืองอายุ 50 เศษ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งอยู่บ้านใกล้ๆ ดิฉันที่ประชาสงเคราะห์ ดินแดง แกเป็นคนร่าเริง คุยสนุก ปราดเปรียวไม่แพ้พวกหนุ่มๆ ราวกับอายุต้น 40 เท่านั้น

 

คำขวัญทำนองนี้เกลื่อนบ้านเมืองคาสิโนทั่วประเทศตั้งแต่ก่อนสงกรานต์แล้วล่ะค่ะ บางทีก็มีลูกเล่นแปลกๆ กับเขย่าขวัญเยอะแยะ แต่เอาจริงเข้าก็บ่มิไก๊ หรือไม่ได้ผลนั่นแหละคุณ

รัฐมนตรีบางคนเห็นสถิติคนเจ็บคนตายพุ่งกว่า ปีก่อน ท่านก็ให้สัมภาษณ์หน้าตาเฉยว่า จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีป้องกันอย่างรีบด่วน…7 วันอันตรายเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่สิบปีอันตราย!

บางท่านก็ออกมาจีบปากจีบคอในอาการของ ผู้เจนจัดเรื่องอุบัติเหตุ ไม่มีตัวจับเลยซีน่า

“สาเหตุเกิดจากเมาแล้วขับเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือขับรถเร็ว!”

ที่น่าตลกมากคือการประกาศลดจำนวนอุบัติเหตุ, ลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้ตายว่าให้เหลือเท่านั้นเท่านี้ แม้ว่าจะโดนโจมตีมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าไร้สาระ! คิดได้ไงเนี่ย? แต่ปีนี้ท่านๆ ก็ยังวางมาดขรึม ตีมึนไม่รู้ไม่ชี้ ฟันธงโครมครามว่าเรื่องอัปมงคลประจำเทศกาลจะต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้

ยังดีที่ไม่กล้าบอกจำนวนคนเจ็บคนตายบาคาร่าออนไลน์ นอกจากกำกวมว่าต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์…แหม! เรื่องพูดจากั๊กๆ นี่คนใหญ่คนโตเมืองไทยถนัดนักเชียวค่ะตอนเช้าๆ เย็นๆ แกจะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านบ้านดิฉัน ถ้าพบกันแกจะร้องทักทายเหมือนสมัยก่อนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะคนสวย? ดิฉันก็โบกมือให้แกแบบที่เคยทำมาสิบกว่าปีแล้ว

วันหนึ่งได้ข่าวร้าย…ลุงบุญเรืองถูกรถเมล์เฉี่ยวชนที่ปากซอย คอหักตายคาที่!

ตอนเกิดเหตุราวเดือนเมษายน มีคนเห็นผีลุงบุญเรืองพนันบอล ขี่รถแล่นช้าๆ ไปมาในซอยบ่อยครั้ง บางทีได้ยินเสียงเครื่องยนต์อย่างเดียวแต่ไม่เห็นรถและคนขับ ต่างขนหัวลุกเกรียวกราวไปตามๆ กัน เพราะจำได้แม่นว่าเป็นรถ ลุงบุญเรือ

 

กระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามา ดิฉันยืนตัวแข็ง จ้องมองเห็นแต่ความว่างเปล่า กระทั่งเสียงรถแล่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านใกล้ๆ ดิฉัน อากาศในเดือนเมษายนลดตัววูบลงจนเย็นเฉียบ แล้วมีเสียงที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นชัดเจนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะ คนสวย?

ดิฉันแทบจะปล่อยโฮใบหน้าร้อนวูบแล้วเย็นวาบ ปากลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นึกว่า…ไม่ไปหรอกค่ะ ลุงขา…หนูกลัวแล้ว! ลุงไปสู่ที่ชอบๆ เถอะนะคะ…

มีเสียงถอนหายใจยืดยาวตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ครั้นแล้วมอเตอร์ไซค์ที่มีแต่เสียงก็ค่อยๆ แล่นห่างออกไปทางปากซอย ดิฉันยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่ล้มแผละลงไปแต่แรก…แต่ที่แน่ๆ คือไม่กล้าออกไปรดน้ำต้นไม้ตอนค่ำอีกเลย

คืนหนึ่งก็เกิดเรื่องขนหัวลุกโดยไม่คาดฝัน!

ก่อนถึงสงกรานต์สองวันมีงานเลี้ยงที่บริษัท กว่าจะกลับได้ก็เกือบ 4 ทุ่ม ขณะขับรถจะเลี้ยวเข้าซอย เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นตะบึงสวนทางมา คล้ายคนขับเมามายหรือบ้าคลั่งจนขาดสติ รถส่ายเหมือนงูเลื้อย ดิฉันตกใจเกือบจะเบรกอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ารถบ้าคันนั้นจะพุ่งเข้าใส่หรือเปล่า?

ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูก็ดังกระหึ่มขึ้นทางขวามือ!

เย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อหันขวับไปมอง…

ลุงบุญเรืองกำลังควบรถพุ่งเข้าใส่มอเตอร์ไซค์คันนั้นเหมือนภาพในคืนฝันร้าย ดิฉันอยากจะหลับตาแต่ก็ลืมโพลง มองดูรถอุบาทว์คันนั้นหักวูบเข้าไปปะทะกับต้นไม้ข้างทาง เสียงโครมสนั่นเหมือนฟ้าผ่า ร่างคนขับลอยลิ่วขึ้นไปก่อนจะหล่นพลั่กลงมากองแน่นิ่งบนถนน

ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ของลุงบุญเรืองอีกแล้ว

มือเท้าอ่อนจนขับต่อไม่ไหว…ไทยมุงกับตำรวจเข้ามา ชายนั้นตายคาที่ เลือดไหลนองน่าเสียวไส้ นัยน์ตาเหลือกค้างลืมโพลง ทุกคนลงความเห็นว่าคนขับเมามายจนขับรถพุ่งชนต้นไม้เอง!

คงมีดิฉันคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…ขอบคุณค่ะ ลุงบุญเรือง!

ผีหลอกในโรงแรมคาสิโน

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุก วันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

สถานที่เกิดเหตุก็วนเวียนอยู่จังหวัดพิษณุโลกนี่แหละ แก่งโสภา วังทอง ทรัพย์ไพรวัลย์ เพราะผมบวชเรียนที่นั่นมานมนานกาเลแล้ว…วันนี้ก็มีเรื่องขนหัวลุกมาเล่า สู่กันฟังตามเคย

หลังจากเปลี่ยนสถานที่ ได้เปิดหูเปิดตาที่วัดเผ่าไทยเป็นเวลาพอสมควรแล้วกราบลาเจ้าอาวาสกลับมาอยู่ วัดเดิมของตน ต่อมาหลวงพ่อให้ผมมาอยู่วัดโสภาราม ตำบลแก่งโสภา ซึ่งใกล้ถนนใหญ่หน่อย

เมื่อผมไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสท่านก็ดีใจหาย ให้ผมไปอยู่ท้ายสุดใกล้เมรุราว 20 เมตรได้ ท่านบอกว่าเงียบสงบดี ผมก็เห็นดีด้วยเพราะห่างไกลจากความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเสียงเอะอะหนวกหูอันไม่พึงประสงค์คาสิโน

ครั้นเข้าไปเปิดห้องแล้วทำความสะอาด เล่นเอาอดสะอึกไม่ได้เมื่อนึกถึงเมรุเผาผีที่ว่า…พอเปิดหน้าต่างก็เจอแล้ว!

การทำความสะอาดกุฏิยังไม่เรียบร้อยดี ก็บังเอิญมีงานศพที่ศาลาสังเวชหน้าเมรุใกล้ๆ กันนั่นเอง

คืนแรกต้องมีการสวดพระธรรมแต่พระสวดไม่พอ ต้องไปนิมนต์พระจากวัดทรัพย์ไพรวัลย์มาจนครบ 8 รูปตามที่เจ้าภาพขอร้อง…งานสวดจะเริ่ม 2 ทุ่มตรง!

“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” คือป้ายติดตาลปัตรที่พระเริ่มสวด

“กุสะลา ธัมมา…” เสียงเยือกเย็นชวนให้วังเวงใจดังขึ้นในความเงียบ ญาติโยมทุกคนพนมมือนิ่งฟัง…อาจจะนึกปลงอนิจจังได้ในความเป็นปกติธรรมดาของ สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่มีใครหลบหนีได้สำเร็จ

เมื่อสวดจบแล้ว พระก็แยกย้ายกันกลับกุฏิของตน ญาติโยมก็กินของว่าง บ้างก็หันหน้าพูดคุยกัน และบ้างก็งัดเอากระดานหมากรุกขึ้นมา…ส่วนหนึ่งจะหาอะไรทำแก้เหงาเพื่ออยู่ เป็นเพื่อนศพตามธรรมเนียม

ผมเองเมื่อเปิดกุฏิ เปิดไฟก็ถึงกับยืนคาสิโนตะลึงเมื่อเห็นจิ้งจกเต็มเพดานสิบกว่าตัว สายตาทุกคู่คล้ายจะจ้องมองผมเขม็ง พยายามทำใจให้เป็นปกติ นึกเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนเรา…แล้วสวดมนต์เข้านอนตามเคย

งานสวดศพ 3 คืนผมก็ไปทุกคืน ตอนเช้าฉันเช้า ตอนเพลเลี้ยงอาหารพระ 20 รูป ตกบ่ายสวดมาติกาให้แก่ผู้ตาย แล้วนำศพเวียนเมรุ 3 รอบ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วนำศพไปวางบนหน้าเตาเพื่อให้ญาติวางดอกไม้จันทน์ (จุติ จุตัง ปรมัง สุขัง)

พอเสร็จเรียบร้อยจุดไฟเผา พระก็เริ่มสวดหน้าไฟ กุสะลา ธัมมา เป็นเสร็จพิธี!

หลังจากอาบน้ำในตอนค่ำ อ่านหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมา

ตามปกติ 2 ทุ่มผมจะเริ่มสวดมนต์ แต่คืนนั้นลืม พอผมมองดูเพดานก็รู้สึกใจวูบวาบพิกล…จิ้งจกไม่รู้มาจากไหนมากมายจนแทบจะดำ มืดไปหมด ผมจึงตั้งสติสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้สรรพสัตว์มันก็จากไปเงียบๆ

น่าแปลกที่มองไม่ทันว่ามันหายไปทางไหนเร็วนัก หนา คล้ายๆ กับว่าพวกมันจะละลายหายไปในอากาศธาตุยังงั้นแหละ

ถ้าคืนไหนไม่สวดหรือสวดดึกบาคาร่าออนไลน์ มันจะร้องจนรำคาญ ต้องยอมแพ้มัน!

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุกวันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

รวมพลคนกลัวผี

ตอนแรกเป็นผีในทุ่งนา คนเดินผ่านได้ยินเสียงท่องน้ำจ๋อมๆ พอหันไปดูก็เงียบ แต่เดินต่อเมื่อไหร่เป็นได้ยินเสียงจ๋อมๆ เมื่อนั้น ในที่สุดก็ต้องวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานแทบเสียสติไปเลย

บางคนเล่าว่าขับ รถกลับบ้านตอนกลางคืน เห็นคนกลุ่มหนึ่งยกโขยงมาจากสวนส้ม เดินตัวแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ บางคนบอกว่าเด็กเล็กๆ เดินแก้ผ้าล่อนจ้อนข้างทาง พอนึกได้ว่าเด็กเล็กๆ ที่ไหนจะมาเดินคนเดียวตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้?

คุณพระช่วย! เด็กเจ้ากรรมนั่นก็หายไปแล้ว!

ต่อให้ใจแข็งเป็นเหล็กเป็นไหลแค่ไหน แต่เรื่องกลัวผีนี่ไม่เข้าใครออกใครนะครับ นึกขึ้นได้ก็เผ่นอ้าวจนออกหูหึ่งๆ เรียบร้อยแล้ว

ยิ่ง มีรถเกิดอุบัติเหตุคนตายบ่อยๆ ภูตผีปีศาจก็ยิ่งเฮี้ยนจัดขึ้นทุกที ก็มีคนเห็นร่างดำๆ เดินไปมาอยู่ข้างถนน บ้างก็นั่งร้องไห้อยู่ริมคลอง…ชะลอรถดูก็เห็นตัวเปียกโชกเชียว!

คน ที่ขับรถกลับบ้านดึกๆ เห็นใครวิ่งตัดหน้าหายวูบลงไปในคลอง บางทีเห็นผู้หญิงยืนโบกรถ แต่พอจอดดูก็เห็นร่างเหวอะหวะ หน้าตาเนื้อตัวเปรอะด้วยเลือดสดๆ เล่นเอาแทบสติแตกไปเลยก็มี

ผมเคยเจอ เข้ากับตัวเองจังๆ เมื่อขับรถมากับพี่น้องอีกสองคน กลับจากงานศพที่วัดพระศรีมหาธาตุ กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านอยู่แล้ว พอดีเห็นไฟพุ่งสวนมา แถมใช้ไฟสูงอีกต่างหาก เกือบจะร้องด่าอยู่แล้วเชียว แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรถเจ้ากรรมนั่นก็หักพรวดลงคลองไปดื้อๆ เสียงตูมสนั่น!

ขณะนั้นรถราบางตาแล้ว แต่ไม่มีใครแยแสหรือจอดถามไถ่เหตุการณ์เลย พวกเราผู้ชายล้วนๆ รีบลงจากรถไปดูเพื่อช่วยเหลือ ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกในฤดูฝน…แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรถคันนั้น…

ไม่เห็นแม้แต่วงน้ำกระเพื่อมที่น่าจะปรากฏให้เห็นในแสงไฟ นอกจากสายลมพัดวูบจนหนาวสะท้านไปทั้งตัว!

เผ่น กันขึ้นรถแทบไม่ทัน ต่างคนต่างนั่งตัวแข็ง ไม่มีใครกล้าปริปากอะไรตลอดทางจนถึงบ้าน รีบเอาน้ำมนต์มาแจกกันล้างหน้าที่ยังซีดเซียวเป็นไก่ต้มอยู่ไม่หาย…ขอให้ ไปที่ชอบๆ เถอะ เจ้าประคุณเอ๋ย…

แค่นี้ก็ขนหัวลุกซู่ซ่าไปตามๆ กันแล้วครับ! บรื๋อออ…

น่าสงสารแต่บรรดา “คุณหูทิพย์” หรือโขลงช้างป่าที่ถือว่าเป็นเจ้าถิ่นตัวจริงเสียงจริงเคยอยู่กินสุขสบายมา นับร้อยปีก็จำเป็นต้องถอยร่น หลบเข้าป่าลึกไปทุกทีจนถึงเขาเขียว นครนายก ปราจีนบุรีโน่น

ทุ่งรังสิตเคยรกร้างในอดีตก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเมืองธัญบุรี ในปี 2444 อีก 30 ปีต่อมาก็กลายเป็นอำเภอธัญบุรี ขึ้นต่อจังหวัดปทุมธานีในปี 2474 มาจนถึงทุกวันนี้

หนองเสือ ธัญบุรีบ้านผมนี่ แหม…เขาลือกันว่า ผีดุบรรลัยเลยล่ะครับ!

ช่วงนั้นบ้านเรือนชักจะหนาตา บ้านจัดสรรก็ผุดขึ้นหลายแห่ง ผู้คนและรถราคึกคักขึ้นทุกที แม้ว่าด้านหลังจะมีสวนส้มเขียวหวานอยู่นับร้อยไร่ เห็นว่าหนีน้ำเค็มจากบางมดมาปักหลักที่นี่ ต่อมาก็ต้องอพยพไปอยู่สิงห์บุรีบ้าง พิจิตรบ้าง เมื่อดินจืดกับความเจริญจากเมืองหลวงแผ่ขยายมาถึงรวดเร็วแทบตั้งตัวไม่ติด

ถนนเลียบคลองจากรังสิต กลายเป็นทางลัดไปนครนายก เสาร์อาทิตย์มีรถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาขวักไขว่ อุบัติเหตุทางถนนก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

ชนโครมเข้าถ้าไม่ตายก็คางเหลืองไปตามๆ กัน!

ที่น่าขนพองสยองเกล้ากว่านั้นคือ พวกที่ขับรถพุ่งชนต้นไม้เสียงเหมือนฟ้าผ่า หรือไม่ก็พุ่งลงคลอง ส่วนมากกลายเป็นศพทั้งนั้น ผมเคยเห็นพวกมูลนิธิเขางมศพขึ้นมา มีทั้งผู้หญิงผู้ชายแม้แต่เด็กๆ ก็ต้องพลอยจบชีวิตอย่างน่าเศร้าใจ

 

เพื่อนฆ่าเพื่อน

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอน นั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

 

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อคาสิโน ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรงนี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!

นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ผีสิงในคาสิโน

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิบาคาร่าเมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้อง เปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที

สี่ วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว

ตอนนั้นฉันและพี่ที่ทำงานรวมกัน 7 คน ไปทำงานที่จ.ภูเก็ต และต้องไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ฉันนอนกับพี่ผู้หญิงอีกสองคน ส่วนผู้ชายก็นอนด้วยกันสามคนที่ห้องด้านขวา หัวหน้าอยู่ห้องด้านซ้าย การทำงานผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งคืนที่หนึ่งของการพักผ่อนผ่านพ้นไปคาสิโนออนไลน์ พวกเราทั้งหมดไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม แต่สีหน้าของพวกเขาดูหมองคล้ำ อ่อนเพลีย คล้ายคนอดนอน ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน

จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าคาสิโนที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ

แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

 

ผีหมาป่า

ชาวบ้านโจษจันกันว่า ผัวหนุ่มเมียสาวที่มาเช่าข้างบ้านผมคงจะได้เสียกันโดยผู้ใหญ่ไม่รู้ จนผู้หญิงท้องโต พวกเขารอจนคลอดก็ทำคลอดกันเองและฆ่าเด็กซะ เอาไปหมกในที่ร้าง จากนั้นก็กลับบ้านตัวเปล่า ปกปิดความผิดที่ท้องโดยไม่ได้แต่งงาน

จากนั้น ที่ดินตรงนั้นมักจะมีเสียงร้องแง้วๆ อย่างน่าสงสารเป็นประจำ!

ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นเสียงแมวหรือเสียงอะไร แต่ที่แน่ๆ ใครๆ ก็ว่าเป็นเสียงผีเด็กทารกที่มาเรียกร้องความยุติธรรม!

เชื่อมั้ยครับว่านับแต่นั้นจะมีคนทำแท้ง และนำซากทารกมาทิ้งที่ตรงนั้นบ่อยเชียวละ!

ครั้งหนึ่งเมื่อเกือบสิบปีก่อน…

ตอน นั้นผมอายุสิบกว่าขวบ ยังจำได้ดีว่าคืนหนึ่งมีเสียงคนร้องโวยวายลั่นซอย คนนั้นเป็นชาย ทราบภายหลังว่าชื่อน้าทวีป เดินกลับจากบ้านเพื่อนแถวริมทางรถไฟแล้วเลี้ยวเข้าซอยมาเพื่อจะไปบ้านตัวเอง ที่ปากซอยอีกด้านหนึ่ง

ขาเล่าว่าได้ยินเสียงทารกร้องอุแว้ๆ ในที่ดิน ล้อมรัวสังกะสีผุๆ เขาสงสัยเต็มแก่ก็เลยแอบมองดู พบทารกตัวโตเท่าคนหนุ่มๆ แต่เป็นเด็กแดงๆ นอนคว่ำแกว่งเท้าไปมา เล่นอาบแสงจันทร์อยู่อย่างน่าขนลุก

เช่น ฆ่าตัวตาย โดนฆ่าตาย ล้วนแต่น่าสยดสยองพองขนทั้งนั้น!

เรื่องนี้คุณลุงของผมทราบดีครับ เพราะท่านอยู่ในซอยนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เกือบหกสิบ จะไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังได้ยังไงล่ะครับ?

ซอยผมอยู่หลังสถานีรถไฟ คุณลุงเล่าว่าเมื่อเกือบห้าสิบปีก่อนยังเปลี่ยว เป็นท้องทุ่งท้องนา มีบ้านอยู่ยี่สิบกว่าหลัง ถนนในซอยก็เป็นลูกรัง แต่ที่ดินแถวนี้มีผู้มาซื้อ มาจับจองไว้หมดแล้ว

บ้านของผม หรือที่จริงก็บ้านคุณปู่น่ะ เป็น ตึกใหญ่ ข้างบ้านรั้วเดียวกันเป็นบ้านไม้สองชั้น และชั้นบนทำเป็นห้องเช่า

ตอนนั้นมีผัวหนุ่มเมียสาวมาเช่าอยู่ ผู้หญิงกำลังท้องแก่เชียวครับ คืนหนึ่งตอนดึกสงัดราวสองยาม กว่าๆ มีเหตุการณ์บางอย่างชุลมุนชุลเกอยู่ที่บ้านนั้น คุณลุงเล่าว่าได้ยินเสียงเหมือนร้องแง้วๆ คล้ายแมวไม่สบาย สักพักหนึ่งก็เงียบไป

พอรุ่งขึ้น สองผัวเมียก็ขนของหิ้วกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อกลับภูมิลำเนา ของตัวเอง คุณลุงบอกว่า ผู้หญิงยังท้องโตอยู่ แต่ดูอ่อนเพลีย และค่อยๆ เดินอุ้ยอ้ายไปอย่างเชื่องช้า

บ้านผมนั้นถ้าเดินออกประตูเลี้ยวซ้ายไปราว 50 เมตรก็จะเป็นทางสามแพร่ง ถ้าเลี้ยวซ้ายไปอีกทีก็จะเป็นชุมชนสลับกับที่ดินรกร้างว่างเปล่า แต่ล้อมรั้วสังกะสีเอาไว้

ราว 2-3 วันต่อมา ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นได้กลิ่นเน่าก็เลยแหวกรั้วสังกะสีเข้าไปดู พบกองผ้าปูที่นอน ผ้าถุงและผ้าเช็ดตัวเปรอะเลือด ในห่อผ้าขนหนูมีศพเด็กทารกเพิ่งเกิดนอนเน่าอยู่

น้าทวีปร้องจ๊าก แล้ววิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะกระเซอะกระเซิงถึงบ้านก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย

กลายเป็นตำนานผีประจำซอยไปอีกเรื่องหนึ่ง!

ปัจจุบันที่ดินแปลงนั้นถูกปรับเปลี่ยน ทำเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าราวปีเศษ และมักจะเกิดเรื่องราวแปลกๆ น่ากลัวอยู่เสมอเมื่อเวลาผ่านไปไม่ช้าไม่นาน

มีทั้งฆ่ากันตายเพราะความหึงหวง ผู้ชายแทงสาวคนรักจนตายแล้วเตลิดหนีบ้าง บีบคอฝ่ายหญิงตายคาที่นอนแล้วใช้มีดแทงหน้าอกตัวเองบ้าง คนร้ายบุกเข้าข่มขืนฆ่านักศึกษาสาวจนตายคาห้องพักก็มี

แต่อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับชาวบ้านแถวนั้นโดนผีเด็กหลอกหลอนต่างๆ นานาจนวิ่งกันฝุ่นตลบอยู่เป็นประจำ

ที่น่าสยดสยองสุดๆ คือมีคนเห็นทารกตัวโตเท่าผู้ใหญ่ นอนกลิ้งเล่นกับเด็กๆ ที่เป็นผีด้วยกัน…หัวเราะเอิ๊กอ๊ากสนุกสนาน แต่คนที่ได้ยินถึงกับเข่าอ่อน หวิดจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ตอนดึกๆ เวลาผมต้องใช้อินเตอร์เน็ตทำงานส่งอาจารย์ ผมมักได้ยินเสียงแง้วๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่านั่นคือเสียงแมวหรือเสียงผีเด็กทารกกันแน่…น่าขนหัวลุก จริงๆ ครับ!